WHY EXFOLIATION MATTERS???



ว่าด้วยเรื่อง #ผลัดเซลล์ผิว กับ #สิวอุดตัน ตอนเรายังเด็กๆเอ๊าะๆนั้น รอยสิวก็จางไว หน้ามองคล้ำไม่นานก็กลับมาไบร์ท โดยไม่ต้องทำอะไรมากมาย

นั่นเป็นเพราะว่า ทุกๆ 28 วัน เซลล์ผิวชั้นนอกจะผลัดไปเองตามธรรมชาติ ยิ่งอายุน้อย วงจรการผลัดเซลล์ผิวยิ่งทำงานดี ชีวิตคนเราก็เหมือนกับเซลล์ผิว 🌟🌿 ตอนเด็กๆก็ไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องกังวลใจเท่าไหร่นัก ไม่ต้องดูแลอะไรมาก ผิวก็ดูสดใสแรกแย้มได้อยู่เสมอ🌸 แต่เมื่อขึ้นวัย 30+ วงจรผลัดเซลล์ผิวจะเริ่มเสื่อมลง เซลล์ผิวเก่าๆบนใบหน้า ผลัดออกไปได้ช้าลง ปัญหาผิวต่างๆเริ่มตามมาอย่างคาดไม่ถึง อะไรที่ไม่เคยเป็น ไม่คิดว่าจะเป็น ก็จะได้เป็น เช่น รูขุมขนอุดตัน สิวอุดตัน (ทั้งๆที่สภาพผิวก็เริ่มแห้งขึ้นตามอายุ) จริงแล้วๆเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ต้องกังวลไปค่ะ ทุกปัญหานี้ย่อมมีทางออก😘 หนึ่งในนั้นก็คือ การมองหาตัวช่วยเสริมกระบวนการผลัดเซลล์ผิว ซึ่งจะว่าไปถือเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมาก ไม่แพ้การบำรุงผิวด้วยเซรั่มหรือครีมดีๆเลย เพราะนอกจากจะช่วยให้วงจรผลัดเซลล์ผิวกลับมาสมดุลแล้ว ยังช่วยให้ผิวดูขาวกระจ่างใส กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้ผิวยืดหยุ่นขึ้น และลดปัญหาการเกิดสิวอุดตันได้ในที่สุด แล้วเราจะผลัดเซลล์ผิวด้วยอะไรดี? เป็นคำถามที่ส่งเข้ามาทางอินบ็อกซ์เราเสมอค่ะ โดยเฉพาะคำถามที่ว่า BHA AHA และ PHA ต่างกันอย่างไร? แอดมินขอตอบแบบสั้นๆง่ายๆ กล่าวคือทั้ง BHA AHA และ PHA เป็นกลุ่มสารเร่งผลัดเซลล์ผิวนั่นเอง สำหรับ AHA เชื่อว่าทุกคนคงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี เป็นสารผลัดเซลล์ผิวที่ทุกคนมีความคุ้นเคยมากที่สุด ส่วน PHA เรียกได้ว่าเป็นตัวผลัดเซลล์ผิวที่อาจไม่ค่อยได้ยินบ่อยนัก ตัวนี้จะเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อผิวที่แพ้ง่ายและบอบบางโดยเฉพาะ เป็นสารเร่งผลัดเซลล์ผิวที่มีความอ่อนโยนมากที่สุด โดยระดับความแรงของการผลัดเซลล์ผิว สามารถแบ่ง เป็น 3 Level ดังนี้ 1. BHA ตัวนี้จัดว่าเป็นตัวผลัดเซลล์ผิวที่มีความแรงมากที่สุดในวงการ (เพราะซึมเข้าสู่ผิวได้ลึกและมีโมเลกุลขนาดเล็กที่สุด) โดย BHA ถูกนำมาใช้ช่วยผลัดเซลล์ผิวโดยเฉพาะในกลุ่มของการรักษาสิว ได้ผลที่ค่อนข้างดี (โดยเฉพาะกับสภาพผิวมัน) แต่ก็มีผลข้างเคียงซึ่งทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้ง่ายทำให้เกิดการผิวแห้งแดง แสบคันได้ง่ายการใช้จึงต้องใช้อย่างระมัดระวังและใช้ในระดับความเข้มข้นที่เหมาะสม 2. AHA สำหรับสาย Green โลกสีเขียว ตัวนี้ก็ถือว่าที่มีความคุ้นเคยกันมากที่สุด เนื่องจาก AHA เป็นตัวผลัดผิวที่จะทำมาจากกรดผลไม้(Citric Acid), อ้อย (Glycolic Acid) หรือโยเกิร์ต/นมเปรี้ยว (Lactic Acid) โดยเฉพาะ Lactic Acid ที่ช่วยเรื่องในเรื่องสิวอุดตันได้ดีมาก (โดยเฉพาะกับสภาพผิวแห้งหรือผิวผสม) และยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวอีกด้วย 3. PHA น้องใหม่ตัวสุดท้ายที่มีความอ่อนโยนมากที่สุด เป็นการผลัดเซลล์ผิวที่ช่วยบำรุงผิวในตัว ทำให้เกิดการระคายเคืองน้อยที่สุด (เพราะมีโมเลกุลใหญ่ที่สุด) แต่ความเข้มข้นในการผลัดเซลล์ผิวก็อาจจะไม่เข้มเท่าพี่ๆ ตัวอื่น PHA ส่วนใหญ่จะสกัดมาจากน้ำผึ้งหรือข้าวโพด เป็นตัวเลือกที่ดีมากๆสำหรับผิวที่บอบบางและแพ้ง่ายหรือผิวที่เป็นสิวเยอะมากๆ จนไม่สามารถใช้สิ่งที่ระคายเคืองผิวได้ แล้วจะเลือกอะไรดี ระหว่างการผลัดเซลล์ผิวแบบอ่อนโยนกับการผลัดเซลล์ผิวแบบล้ำลึก? อันนี้แอดมินก็ต้องขอตอบตรงๆว่า "แล้วแต่สภาพผิวของแต่ละบุคคลค่ะ" จากประสบการณ์ของแอดมินนั้น โดยทั่วไปจะเป็นแบบนี้ 👉สำหรับผิวที่บอบบางแพ้ง่ายจนไม่สามารถใช้สิ่งที่ระคายเคืองผิว ควรใช้ Natural PHA ในการผลัดเซลล์ผิว อาทิตย์ละไม่เกิน 3 ครั้ง (แล้วค่อยๆปรับเพิ่มความถี่และปริมาณขึ้น) จะช่วยให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ 👉สำหรับผิวผสมไปจนถึงผิวแห้ง และมีปัญหาผิวไม่เยอะ ก็ AHA เลยค่าา ตัวนี้จะช่วยเรื่องความขาวกระจ่างใส + สิวอุดตันได้ดีมากๆ เอาอยู่แน่นอน อย่างไรก็ตามแม้การผลัดเซลล์ผิวจะมีข้อดีอยู่เยอะแต่ก็มีข้อควรพึงระวัง เช่น 1. การผลัดเซลล์ผิวมีความถี่บ่อยเกินไป ตามที่กล่าวไว้ในตอนต้นนั้น ปกติผิวของคนเรามีการผลัดเซลล์ผิวอยู่แล้วตามธรรมชาติ เมื่อเซลล์ผิวเก่าสะสม(ขี้ไคล) ถูกผลัดออกไปแล้ว ก็จะมีเซลล์ผิวใหม่ถูกดันขึ้นมา แทนที่เรื่อยๆจนเป็นวงจรของการผลัดเซลล์ผิว สำหรับคนที่มีวัย 35-40 + ที่วงจรผลัดเซลล์ผิวเสื่อมลง ก็สามารถใช้ตัวผลัดเซลล์ผิวทุกวันได้ แต่หากเราผลัดเซลล์ผิวบ่อยก็อาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิวได้ ดังนั้นจึงควรเลือกตัวที่มีความอ่อนโยน และควรเว้นระยะบ้าง เพื่อให้วงจรการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติของผิวกลับมาสมดุล (เน้นว่าต้องใช้อย่างพอเหมาะและสมดุลนะคะ) 2. การเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นมากเกินไป นอกจากการจะต้องเลือกว่าเราเหมาะกับตัวผลัดเซลล์ผิวแบบไหนแล้ว การเลือกปริมาณความเข้มข้นและระมัดระวังไม่ใช้เยอะจนเกินไปก็สิ่งเป็นสิ่งที่ควรพึงระวังค่ะเนื่องจากโดยปกติแล้วตัวผลัดเซลล์ผิวจะมีค่า PH ที่มีความเป็นกรดอ่อนๆไปจนถึงมีความเป็นกรดสูง เราจึงควรจะต้องสอบถาม BA ของผลิตภัณฑ์ให้ถี่ถ้วนก่อน จึงจะนำมาใช้นะคะ 3. การใช้ตัวผลัดเซลล์ผิวที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ จะทำให้เกิดปัญหาผิวตามมาทีหลัง สเตียรอยด์เป็นสารเคมีตัวหนึ่งที่ได้นำมา มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายและหลากหลายแต่การใช้สารกลุ่มสเตียรอยด์ติดต่อกันมากเกินไป จะทำให้ เกิดปัญหาผิว โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวจะทำให้เกิดปัญหาผิวบางเห็นเส้นเลือดได้ จึงขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงตัวผลัดเซลล์ผิวที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์นะคะ 4. เติมความชุ่มขื้นให้กับผิวหลังการผลัดเซลล์ผิวอยู่เสมอ บ่อยครั้งที่เมื่อเราทำการผลัดเซลล์ผิวก็มักจะลืมไปว่า อาจทำให้เกิดความระคายเคืองกับผิวชั้นบนที่ถูกผลัดออกไปได้ แอดมินขอแนะนำให้หลังผลัดเซลล์ผิวควรเติมผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิว เช่น ไฮยาลูโรนิคแอซิดหรือผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมสร้างบำรุง Skin Barrier ให้แข็งแรงนะคะ เพื่อเซลล์ผิวใหม่ทีขึ้นมาทดแทนจะเป็นเซลล์ผิวที่แข็งแรง เผยผิวสุขภาพดีของเราค่ะ 5. ควรใช้กันแดดในตอนกลางวัน ในทุกๆวันแม้จะไม่ใช่วันที่ใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวก็ตาม เราก็ควรใช้กันแดดเนื่องจากแสงแดดนั้นมีรังสี UV ต่างๆที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดปัญหาผิวในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจุดด่างดำฝ้ากระและริ้วรอย โดยเฉพาะวันที่ในวันใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวเช่น AHA หรือ BHA ที่มีระดับความเข้มข้นสูง แอดมินแนะนำยิ่งจะต้องใช้กันแดดนะคะ 💋💋💋

© 2019 SKIN EARTH - A BRAND OF EMBRIO VENTURES